มนุษย์ไม่ใช่ฝูงสัตว์
มนุษย์มีข้อแตกต่างจากสัตว์โดยทั่วไปคือ นอกจากมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผล ดำเนินชีวิตด้วยเหตุและผล แสวงหาสิ่งต่างๆเพื่อการดำรงชีวิตด้วยเหตุและผล และเรียนรู้ที่จะมีพัฒนาการในการที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกอันแสนจะโหดร้ายนี้ด้วยเหตุและผล ทำให้มนุษย์ได้รับการยกย่องว่ามีสถานะที่สูงกว่าสัตว์โดยทั่วไป จากการที่มนุษย์ได้รับการยอมรับว่าเป็นสัตว์ที่มีเหตุผลและสามารถใช้เหตุผลได้อย่างชาญฉลาดในการดำรงชีวิต และนอกจากที่มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผลแล้ว มนุษย์ยังเป็นสัตว์พวกเดียวที่มีความสามารถทั้งในการเป็นผู้ที่ต้องปรับปรุงตัวตามสภาวะแวดล้อมที่เปลียนแปลงไปเพื่อการอยู่รอดแล้ว มนุษย์ยังมีความสามารถเป็นผู้เปลียนแปลงสภาพแวดล้อมอีกด้วยเหมือนกัน ซึ่งแตกต่างจากสัตว์อื่นเป็นอย่างมาก มนุษย์จึงได้รับการยกย่องให้เป็นสัตว์ที่ประเสริฐกว่าสัตว์ทั่วไปทั้งหลาย
นอกจากมนุษย์จะมีฐานะเป็นปัจเจกแล้ว มนุษย์ยังต้องมีอีกสถานะหนึ่งคือ สถานะของการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ดังนั้นเนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเหตุผล และสามารถเรียนรู้ในการใช้เหตุผลในการดำรงชีวิตและเผ่าพันธ์ุได้ รวมทั้งมนุษย์เป็นทั้งผู้ต้องเปลี่ยนแปลงตามสภพแวดล้อมแล้วยังสามารถที่จะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมได้อีกด้วย ดังนั้นมนุษย์จึงมีการสร้างขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามและเหมาะสมของตนเองขึ้นมาในแต่ละเผ่าพันธุ์หรือสังคมซึ่งเราเรียกว่า "วัฒนธรรม" เพื่อเป็นบรรทัดฐานในการรองรับพัฒนาการของตัวมนุษย์และสังคมให้มีทิศทางที่ดีงามและเหมาะสม ดังนั้นสังคมมนุษย์จึงเป็นสังคมที่มีชีวิต กล่าวคือไม่หยุดนิ่ง แน่นอน หรือตายตัว แต่มีการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง และมีวิวัฒนาการอยู่ตลอดเวลาตามปัจจัยที่เป็นลักษณะเฉพาะในเรื่องการมีเหตุผลของมนุษย์ สังคมมนุษย์และตัวมนุษย์เองในปัจจุบัน เป็นผลพวงมาจากการเป็นไปในอดีต ซึ่งบรรพบุรุษของเราใช้การมีเหตุผล การวิวัฒนาการจากการใช้เหตุผล การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงตนเองจากอิทธิพลของสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ทำให้มนุษย์มีปัจจุบัน ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ แล้วในอนาคตมนุษย์จะเป็นอย่างไร คำตอบที่ง่ายที่สุดและถูกต้องที่สุดคืออนาคตมนุษย์ ก็คือผลพวงที่เกิดจากปัจจุบันนั่นเอง
ดังนั้นการที่เราเอามาตรฐานในอดีตแล้วอดีตเล่า มาทาบทับและวิเคราะห์เพื่อเป็นบรรทัดฐานความดี ความงาม ความถูกต้อง ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว เป็นเรื่องทีมนุษย์ต้องใคร่ครวญเป็นอย่างมาก เพราะเหตุการณ์ในอดีตหรือเหตุการณ์ปัจจุบันนั้มีบริบทที่แตกต่างกัน ไม่สามารถที่จะนำมาเป็นบรรทัดฐานของกันและกันได้อย่างชาญฉลาด เพราะมนุษย์จะขาดการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เพราะไม่ได้ใช้การมีเหตุผลและการเป็นผู้กระทำและถูกกระทำจากสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมบูรณ์ ในการรับมือบริบทที่เปลี่ยนแปลง แต่มนุษย์เป็นเพียงใช้ความทรงจำที่เป็นระบบหรือที่เรียกอย่างสวยหรูว่า "ประวัติศาสตร์" ที่มีบริบทและปริมณฑลแห่งความเป็นจริงในระดับหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นหากเราเอาประวัติศาสตร์ในอดีตมาเป็นบริบทและบรรทัดฐานในการแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน อะไรจะเกิดขึ้นกับสังคมเราในอนาคต คงตอบได้ไม่ยากว่าก็จะเหมือนกับในปัจจุบัน ซึ่งก็จะไม่มีพัฒนาการ ไม่มีวิวัฒนาการและไม่สามารถที่จะอยู่ในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงได้ สังคมมนุษย์ก็จะล่มสลายไปในที่สุด
มนุษย์ต้องไม่ดูถูกหรือรังแกมนุษย์ด้วยกัน เราจะต้องให้ความเสมอภาคของการเป็นมนุษย์ทุกคน ทุกหมู่เหล่า เราต้องเชื่อในสภาวะธรรมชาติของมนุษย์ดังที่ได้กล่าวแล้ว แม้แต่สัตว์ที่ดุร้ายที่สุดเรายังหามุมมองในความอ่อนโยนน่ารักของมัน แต่มนุษย์ไม่พยายามที่จะเข้าใจและค้นหาความดีของผู้ที่มีความคิดที่แตกต่าง มีแต่จะใช้ความรุนแรงในการบรรลุซึ่ง เจตน์จำนงในการมีอำนาจเหนือผู้อื่น ซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษยชาติเป็นอย่างยิ่ง
โดยส่วนตัวผมไม่เชื่อว่ามนุษย์สามารถถูกชักจูงหรือ "ล้างสมอง" ได้เพราะมนุษย์ทุกคนเป็นสัตว์ที่มีเหตุมีผลและตัดสินใจบนเหตุและผลมี่ตนเองคิดว่าดีและเหมาะสมที่สุดสำหรับตนเอง อาจเหมือนหรือแตกต่างกันแล้วแต่บริบทของแต่ละบุคคล แต่อย่างใรก็ตามย่อมอยู่บนพื้นฐานของสภาวะธรรมชาติของมนุษย์ คือการเป็นผู้อ่อนโยนและรักสันติ
พวกเราคนไทยทั้งปวงเรามาร่วมกันใช้ความเป็นมนุษย์อันประเสริฐที่มีสติปัญญา มีเหตุผล สามารถใช้เหตุผลด้วยสติปัญญาที่มีอยู่วิวัฒนาการตัวเราเองให้อยู่รอด ภายใต้ขนบธรรมเนียมที่ดีงามได้ เป็นผู้เปลี่ยนแปลงและเป็นผู้ต้องเปลี่ยนแปลงตามบริบทและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ก้าวข้ามความขัดแย้งในชาติที่มีอยู่ทั้งหมดในเวลานี้ หากเราใช้บรรทัดฐานในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยประวัติศาสตร์และบริบทในอดีต อนาคตจึงหนีไม่พ้นที่จะเป็นเหมือนปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเป็นผลจากอดีตและอนาคตเป็นผลพวงจากปัจจุบัน ซึ่งเป็นตรรกะที่เราทุกคนยอมรับ
พวกเราคนไทยทุกคนต้องลุกขึ้นมาใช้ความเหนือกว่าสัตว์อื่นๆในเรื่องการมีเหตุผลและความสามารถในการเปลี่ยนแปลงบริบทและสภาพแวดล้อม รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงตนเองจากสิ่งแวดล้อม ปลุกความเป็นปัจเจกบุคคลที่มี "เจตจำนงเสรี" โปรดจำใส่ใจไว้ว่า พวกเราไม่ใช่ "ฝูงสัตว์" แต่พวกเราเป็น "มนุษย์"ที่สุดแสนจะประเสริฐ







